ในยุคที่โลกออนไลน์ใกล้กันได้มากขึ้น กลับทำให้โลกความเป็นจริงดูไกลขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุ นั่นจึงทำให้คนใน Generation ที่เกิดมาในโลกอนาล็อกต้องมาเรียนรู้โลกดิจิทัล เพราะไม่เช่นนั้นก็อาจจะถูกหลงลืมและตามไม่ทันโลกได้ แม้ความเข้าใจจะยากและสวนทางกับความรวดเร็วในการพัฒนาเทคโนโลยี แต่ผู้สูงอายุหลายคนก็ทำได้ดี จนติดโซเชียลพอ ๆ กับยุคสมัยที่เคยติดหนังสือหรือโทรทัศน์ แต่รู้หรือไม่ว่าการใช้เวลาไปกับโซเชียลมีเดียสำหรับผู้สูงอายุนั้น ยิ่งใช้มาก ยิ่งเสี่ยงต่อโรคหัวใจ จากการสำรวจผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ปี 2560 มีรายงานว่าผู้สูงอายุใช้เวลาไปกับโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชั่น Line Youtube Facebook กว่า 4 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งถือว่าไม่น้อยเลยครับ อีกทั้งสถิติการใช้งานของคนกลุ่มนี้ก็มากขึ้นตามเทรนด์ทั่วโลก หลายคนอาจจะมองว่าการที่ผู้สูงอายุมีกิจกรรมผ่านโลกออนไลน์ ก็ดีกว่าการอยู่เฉย ๆ ใช่ไหมครับ? แต่กลับกลายเป็นว่าการจมจ่ออยู่กับโทรศัพท์หรือแท็บแล็ตนาน ๆ ส่งผลเสียต่อสุขภาพมากกว่า ผลกระทบสุขภาพของโซเชียลมีเดียต่อผู้สูงอายุ 1. การเสพข่าวสารที่กระทบต่อจิตใจ ผู้สูงอายุมีความอ่อนไหวด้านจิตใจเป็นทุนเดิม การไม่ได้เตรียมใจจะตั้งรับกับข่าวสารที่มีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ในยุคปัจจุบันอาจจะส่งผลต่ออารมณ์และความรู้สึก เพราะการเลื่อนไทม์ไลน์ไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่าจะเจอกับรูปภาพหรือวิดีโอรูปแบบใด และหลีกเลี่ยงที่จะปฏิเสธข่าวสารที่รวดเร็วและไม่มีการกลั่นกรองได้เลย ฉะนั้นการที่ผู้สูงอายุต้องรับรู้ข่าวเหล่านี้มาก ๆ ยิ่งส่งผลต่อภาวะจิตใจและร่างกาย ทำให้เสี่ยงที่จะเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจได้ 2. การหลีกเลี่ยงข้อความหรือสถานการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจได้ยาก เมื่อโซเชียลมีเดียสื่อสารด้วยข้อความเป็นหลัก บางครั้งผู้สูงอายุอาจจะตีความผิดได้ ซึ่งอาจจะทำให้ผู้สูงอายุมีความไม่สบายใจ ตระหนก กังวลใจ […]
หัวใจวายเฉียบพลัน ป้องกันได้ด้วยโคคิวเท็น
หลายคนอาจจะเคยเห็นผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจวายเฉียบพลันในสื่อหรือในละคร คงคิดว่าไกลตัวและดูอันตราย แต่เชื่อไหมครับว่าในประเทศไทยเองมีผู้ป่วยโรคหัวใจรุนแรงและโรคหัวใจวายในปี 2560 มีมากกว่า 84,000 คน เพิ่มขึ้น 25% จาก 67,000 คนในปี 2556 เพียงระยะเวลา 4 ปีเท่านั้น จะเห็นเลยว่าโรคนี้ที่เราเคยคิดว่าไกลตัว อาจจะใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด มาป้องกันโรคหัวใจวายด้วยการเติมโคคิวเท็นให้กับหัวใจกันเถอะครับ โรคหัวใจวายเฉียบพลัน เกิดขึ้นได้ยังไง? โรคนี้เกิดจากลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดหัวใจอย่างเฉียบพลัน โดยลิ่มเลือดเหล่านี้เกิดจากหลายปัจจัย หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือการที่ร่างกายมีภาวะไขมันมาก ไปเกาะตามผนังหลอดเลือด เมื่อรวมเข้ากับเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มากัดกินทำให้เกิดเป็นกลุ่มเซลล์ที่ไม่สามารถดูดกลับเข้าร่างกายได้ กลายเป็นลิ่มเลือดไปอุดกั้นตามหลอดเลือด เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปสู่หัวใจได้ ลิ่มเลือดที่ซุกซ่อนมาเนิ่นนานเหล่านี้ก็จะไปอุดตันหลอดเลือดขนาดใหญ่ที่อาจจะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยหัวใจวายและเสี่ยงจะเสียชีวิตได้ โคคิวเท็นสามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจวายได้อย่างไร? เดิมที “โคคิวเท็น” เป็นสารที่ร่างกายสามารถผลิตเองได้ตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นพลังงานสำคัญของอวัยวะที่ทำงานหนัก ไม่ว่าจะเป็นหัวใจ ปอด ตับ สมอง ไต ฯลฯ ซึ่งจะส่งผลให้อวัยวะเหล่านี้ทำงานได้อย่างปกติ แต่เมื่ออายุมากขึ้นหรือมีพฤติกรรมเสี่ยง ไม่ว่าจะการรับประทานอาหารไม่มีประโยชน์ พักผ่อนไม่เพียงพอ ทำงานหนักตลอดเวลา ความเครียดสะสม ส่งผลให้ร่างกายผลิตโคคิวเท็นได้ลดลง ซึ่งสารสกัดจากโคคิวเท็นที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นอาหารเสริมสามารถช่วยไปเป็นพลังงานในการทำงานของอวัยวะของเราได้ โดยเฉพาะหัวใจ ที่มีรายงานว่าผู้ป่วยโรคหัวใจหลายคนมีภาวะขาดโคคิวเท็นอย่างรุนแรง ฉะนั้นหากหัวใจได้รับโคคิวเท็นอย่างเพียงพอ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหัวใจ หรือลดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะหัวใจวายได้ ใครที่สามารถเกิดภาวะเสี่ยงโรคหัวใจเฉียบพลันได้? – […]
เปิดทริคออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง
หลายคนอาจจะสงสัยว่าผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงไม่สามารถออกกำลังกายได้หรือ? จริง ๆ แล้วผู้ป่วยแทบจะทุกโรคสามารถออกกำลังกายได้นะครับ เพียงแต่ว่าจะต้องเลือกกิจกรรมที่เหมาะสม กับผู้ป่วยความดันโลหิตเองก็เช่นกัน เนื่องจากผู้ป่วยโรคนี้จะมีความผิดปกติของความดันโลหิต การออกกำลังกายที่ไม่เหมาะสมจะส่งผลต่อการทำงานของหัวใจ และการไหลเวียนเลือด ซึ่งหากออกกำลังกายหนักเกินไป อาจจะทำให้เป็นลม หน้ามืด หรือเสี่ยงที่จะเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้เลยครับ วันนี้เลยมาแนะนำทริคออกกำลังกายง่าย ๆ สำหรับผู้ป่วยโรคความดันที่อยากขยับตัวออกกำลังกายกัน การออกกำลังกายช่วยผู้ป่วยโรคความดันโลหิตได้ยังไง? มีการศึกษาว่าการออกกำลังกายแบบแอโรบิค หรือ คาร์ดิโอ จะช่วยให้ค่าความดันซิสโตลี (Systolic blood pressure) หรือ แรงดันเลือดในขณะที่หัวใจบีบตัว อยู่ที่ 2-3 mmHG และยังพบว่าถ้าความดันโลหิตลดลงอย่างน้อย 2 mmHG จะส่งผลให้ลดความเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดสมองตีบหรือแตก (Stroke) ได้ถึงร้อยละ 14 และลดความเสี่ยงต่อการที่จะเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้ร้อยละ 9 ฉะนั้นการออกกำลังกายจึงถือว่าสำคัญสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตมาก ๆ เลยครับ ทริคออกกำลังกายแนะนำ สำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิต 1. การเดิน การเดินเป็นการกระตุ้นให้หัวใจทำงานอย่างสม่ำเสมอ ไม่เร็ว ไม่ช้าเกินไป แนะนำให้เดินอย่างน้อย 30 – 40 นาที เน้นกำหนดลมหายใจ หากเหนื่อยให้พัก […]










