ทำไมโอเมก้า-3 สำคัญกับเด็ก
โอเมก้า-3 เป็นกรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น
DHA (Docosahexaenoic Acid) สำคัญต่อการพัฒนาสมองและสายตา
EPA (Eicosapentaenoic Acid) ช่วยลดการอักเสบและดูแลหัวใจ
DPA (Docosapentaenoic Acid) ช่วยเป็นตัวกลางระหว่าง EPA และ DHA และมีบทบาทต่อการลดการอักเสบเช่นกัน
“การขาดโอเมก้า-3 อาจทำให้สมาธิสั้น ความจำลดลง หรือพัฒนาการช้ากว่าปกติ”
เคล็ดลับเสริมโอเมก้า-3 ให้ครบ โดยไม่ต้องบังคับกินข้าว
1. ใช้วัตถุดิบแฝงในเมนูที่ชอบ หากลูกไม่ชอบกินปลา อาจทำเป็นฟิชบอล ปลาทอดกรอบ หรือใส่ในพาสต้าแทน
2. ใช้ปลาทูน่ากับแซนด์วิช หรือทำเป็นสเปรดทาขนมปัง
3. เติมโอเมก้า-3 จากพืช เมล็ดแฟลกซ์ (flaxseed), เมล็ดเจีย (chia seed), วอลนัท ล้วนมีกรดไขมัน ALA ซึ่งร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็น DHA และ EPA ได้ในระดับหนึ่ง
4. โรยในซีเรียล นมถั่วเหลือง หรือใส่ในสมูทตี้ก็ช่วยให้เด็กยอมกินง่ายขึ้น
5. เลือกผลิตภัณฑ์และอาหารเสริมที่มีโอเมก้า-3 หรือ ใช้ผลิตภัณฑ์เสริมรสชาติที่เด็กชอบ เช่น น้ำมันปลาแบบเคี้ยวรสผลไม้, เยลลี่โอเมก้า-3 รูปการ์ตูน, จัดอาหารเป็นรูปสัตว์หรือการ์ตูน, ให้ลูกช่วยทำเมนูเอง เพื่อกระตุ้นความอยากกิน
ปริมาณโอเมก้า-3 ที่เด็กควรได้รับ
แม้ความต้องการอาจแตกต่างตามวัย แต่โดยทั่วไป เด็กควรได้รับ DHA + EPA รวมกันประมาณ 100–250 มิลลิกรัมต่อวัน
– สำหรับเด็กเล็ก เน้นจากปลาแหล่งโอเมก้า-3 หรือผลิตภัณฑ์เสริมที่เหมาะกับวัย
– สำหรับเด็กโต ให้ได้รับปลาทะเลน้ำลึกอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
การที่ลูกไม่ทานข้าวไม่เพียงแต่กระทบกับการเจริญเติบโต แต่ยังส่งผลต่ออารมณ์และพัฒนาการของร่างกายโดยรวมด้วย พ่อแม่จึงต้องรู้จักปรับวิธีการนำเสนออาหาร เลือกอาหารให้ครบถ้วนตามโภชนาการและหาทางเลือกเสริมโอเมก้า-3 ที่เหมาะกับเด็ก จะช่วยให้ลูกได้รับสารอาหารครบถ้วนโดยไม่ต้องบังคับ ผลลัพธ์ไม่ใช่แค่เด็กมีสุขภาพดี แต่ยังทำให้มื้ออาหารเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของทั้งครอบครัวอีกด้วย หากพ่อแม่ท่านไหน สนใจสารอาหาร EPA , DHA ให้ลูกน้อย สามารถปรึกษาได้ฟรีทาง Inbox m.me/yourofficialthailand หรือ Line : @Yourthailand

